by ASTROPAI
คืนวันมาฆบูชา 3 มีนาคม 2569 เกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง ซึ่งสังเกตได้จากประเทศไทยทั้งประเทศ โดยปรากฏการณ์เริ่มตั้งแต่ดวงจันทร์เข้าสู่เงามัวเวลาประมาณ 15:44 น. และสิ้นสุดเวลา 21:23 น. ช่วงคราสเต็มดวง (totality) เกิดขึ้นระหว่างเวลา 18:04–19:02 น. โดยดวงจันทร์จะโผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเวลาประมาณ 18:23 น. ซึ่งตรงกับช่วงคราสเต็มดวงพอดี ทำให้ผู้สังเกตในไทยเห็นดวงจันทร์ขึ้นมาเป็นสีแดงอิฐ (บลัดมูน) ตั้งแต่แรกขึ้น สามารถชมได้ด้วยตาเปล่านานประมาณ 39 นาที นอกจากไทยแล้วยังสังเกตได้จากยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย และอเมริกา NARIT ได้เปิดจุดสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ 5 แห่งทั่วประเทศ ปรากฏการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับข้อสอบเรื่องกลไกการเกิดคราส เงามัว-เงามืด (penumbra-umbra) และสาเหตุที่ดวงจันทร์ปรากฏสีแดงจากการหักเหของแสงในบรรยากาศโลก (การกระเจิงแบบเรย์ลี)
แหล่งอ้างอิง: NARIT: 10 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2569, Thai PBS: จันทรุปราคาเต็มดวง 3 มี.ค. 2569
วันที่ 12 สิงหาคม 2569 (ตามเวลาสากล ตรงกับช่วงเช้ามืดวันที่ 13 สิงหาคม ตามเวลาไทย) เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงซึ่งเป็นข่าวดาราศาสตร์ระดับโลก แนวคราสเต็มดวงพาดผ่านตอนเหนือของรัสเซีย มหาสมุทรอาร์กติก กรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ไปจนถึงสเปนและโปรตุเกส โดยเมืองใหญ่ที่อยู่ในแนวคราส ได้แก่ เรคยาวิก (ไอซ์แลนด์) และซาราโกซา-บาเลนเซีย (สเปน) ระยะเวลาคราสเต็มดวงยาวนานที่สุดประมาณ 2 นาที 18 วินาที เกิดขึ้นเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือทางตะวันตกของไอซ์แลนด์ ช่วงเวลาประมาณ 00:44–00:47 น. ตามเวลาไทย (13 ส.ค.) เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้อยู่ในแนวคราส จึงไม่สามารถสังเกตปรากฏการณ์นี้ได้เลยแม้แต่บางส่วน เหตุการณ์นี้เหมาะเป็นโจทย์เรื่องเรขาคณิตของการเกิดสุริยุปราคา แนวคราส (path of totality) และการคำนวณตำแหน่งเงาดวงจันทร์บนผิวโลก สุริยุปราคาเต็มดวงครั้งถัดไปจะเกิดขึ้น 2 สิงหาคม 2570 ผ่านยุโรป แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน
แหล่งอ้างอิง: Thairath: สุริยุปราคาเต็มดวง 12 ส.ค. 2569, NASA: Stops Along the Path of Totality, National Solar Observatory Eclipse Map 2026
3I/ATLAS ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 โดยกล้องสำรวจ ATLAS ในชิลี และได้รับการยืนยันว่าเป็นวัตถุที่มาจากนอกระบบสุริยะ (interstellar object) เป็นดวงที่ 3 ต่อจาก ’Oumuamua (2560) และ 2I/Borisov (2562) จุดที่ยืนยันแหล่งกำเนิดนอกระบบคือความเร็วสูงมากและวงโคจรแบบไฮเพอร์โบลา (hyperbolic orbit, ค่าความเยื้องศูนย์กลาง e > 1) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ไม่สามารถดึงดูดให้โคจรเป็นวงรีได้ ดาวหางดวงนี้เข้าสู่ระบบสุริยะด้วยความเร็วราว 137,000 ไมล์/ชั่วโมง เร่งขึ้นเป็น 153,000 ไมล์/ชั่วโมง ที่จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด (perihelion) เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ที่ระยะห่างประมาณ 130 ล้านไมล์ (เลยวงโคจรดาวอังคารออกไปเล็กน้อย) และไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ต่อโลก เพราะเข้าใกล้โลกที่สุดในระยะเกือบ 170 ล้านไมล์ จากภาพถ่ายของกล้องฮับเบิลเมื่อสิงหาคม 2568 พบว่านิวเคลียสมีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 1,400 ฟุต ถึง 3.5 ไมล์ และมีโคมา (coma) ที่ยังคุกรุ่นอยู่ ล่าสุดในปี 2569 นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าดาวหางนี้พ่นไอน้ำออกมาอย่างต่อเนื่องขณะเคลื่อนผ่านระบบสุริยะ เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจองค์ประกอบของระบบดาวฤกษ์อื่น หัวข้อนี้เหมาะกับข้อสอบเรื่องกลศาสตร์วงโคจร (hyperbolic vs elliptical orbit) และธรรมชาติของดาวหาง
แหล่งอ้างอิง: NASA: Comet 3I/ATLAS Facts and FAQs, ScienceDaily: 3I/ATLAS is spraying water, Sky & Telescope: Cold, Ancient Origins
ภารกิจ Artemis II ของ NASA ปล่อยตัวเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 และเสร็จสิ้นภารกิจวันที่ 10 เมษายน 2569 รวมระยะเวลา 9 วัน 1 ชั่วโมง 32 นาที นับเป็นภารกิจที่มีมนุษย์ควบคุมไปโคจรรอบดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี (นับตั้งแต่ยุคอะพอลโล) ลูกเรือประกอบด้วยนักบินอวกาศ NASA สามคน ได้แก่ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch และนักบินอวกาศแคนาดา Jeremy Hansen ภารกิจนี้เป็นการบินอ้อมดวงจันทร์ (lunar flyby) โดยไม่ลงจอด เพื่อทดสอบระบบยาน Orion และจรวด Space Launch System (SLS) ซึ่งเป็นจรวดเพียงลำเดียวที่สามารถส่งยาน Orion พร้อมนักบินอวกาศและสัมภาระไปยังดวงจันทร์ได้ในการปล่อยครั้งเดียว ยานเดินทางไกลจากโลกและเข้าใกล้ดวงจันทร์มากกว่ามนุษย์คนใดในรอบหลายทศวรรษ ถือเป็นก้าวสำคัญสู่ภารกิจ Artemis III ที่จะมีการลงจอดบนดวงจันทร์จริง และเป็นรากฐานสู่ภารกิจมนุษย์ไปดาวอังคารในอนาคต
แหล่งอ้างอิง: NASA: Artemis II Mission Overview, NASA: Artemis II News and Updates
หอสังเกตการณ์ Vera C. Rubin บนยอดเขา Cerro Pachón ประเทศชิลี เริ่มส่งสัญญาณแจ้งเตือนทางวิทยาศาสตร์ (first alerts) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคืนแรกสร้างการแจ้งเตือนมากถึง 800,000 รายการ กล้องของหอสังเกตการณ์นี้คือ LSST Camera ซึ่งเป็นกล้องดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ความละเอียด 3,200 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายภาพท้องฟ้าทุก 40 วินาที และประมวลผลแจ้งเตือนวัตถุที่เปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาเพียง 2 นาทีหลังถ่ายภาพ ระบบนี้จะพัฒนาไปสู่การแจ้งเตือนสูงสุด 7 ล้านรายการต่อคืน เมื่อเริ่มโครงการสำรวจหลัก Legacy Survey of Space and Time (LSST) ที่จะสำรวจท้องฟ้าซีกใต้ซ้ำ ๆ ต่อเนื่องนาน 10 ปี ในช่วงแรกของการทดสอบ กล้องนี้ค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่แล้วกว่า 11,000 ดวง รวมถึงซูเปอร์โนวา ดาวแปรแสง และนิวเคลียสดาราจักรกัมมันต์ (AGN) หอสังเกตการณ์นี้คาดว่าจะบันทึกวัตถุทางดาราศาสตร์ได้มากกว่าที่กล้องโทรทรรศน์ทางแสงทั้งหมดในประวัติศาสตร์รวมกันภายในปีแรกที่ดำเนินการ ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อการศึกษาสสารมืดและพลังงานมืด
แหล่งอ้างอิง: Rubin Observatory: NSF–DOE Vera C. Rubin Observatory Launches Real-Time Discovery Machine, Universe Today: 11,000 New Asteroids, CNN: Rubin Observatory begins unprecedented survey
เครือข่ายหอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงนานาชาติ LIGO (สหรัฐฯ) Virgo (อิตาลี) และ KAGRA (ญี่ปุ่น) หรือที่เรียกรวมกันว่า LVK ได้เผยแพร่แคตตาล็อกคลื่นความโน้มถ่วงฉบับล่าสุด GWTC-5.0 ในปี 2569 ซึ่งเพิ่มการตรวจพบใหม่ 161 เหตุการณ์ (บันทึกระหว่างเมษายน 2567 – มกราคม 2568) ทำให้ยอดรวมการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่ยืนยันแล้วเพิ่มเป็น 390 เหตุการณ์ อัตราการตรวจพบในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3-4 เหตุการณ์ต่อสัปดาห์ ข้อมูลจากแคตตาล็อกนี้เผยหลักฐานสำคัญว่าหลุมดำบางดวงไม่ได้เกิดจากการยุบตัวของดาวฤกษ์โดยตรง แต่เกิดจากการรวมตัวของหลุมดำรุ่นก่อนหน้า (หลุมดำรุ่นที่สอง หรือ “hierarchical merger”) ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการชนกันซ้ำ ๆ ในบริเวณที่มีดาวหนาแน่น เช่น กระจุกดาวทรงกลม จากการวิเคราะห์แหล่งกำเนิด 267 แหล่ง นักวิทยาศาสตร์พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างมวลและการหมุน (spin) ซึ่งชี้ว่ามีกลไกการก่อกำเนิดหลุมดำหลายรูปแบบ นอกเหนือจากระบบดาวคู่มวลมาก แคตตาล็อกนี้ยังบันทึกสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบ และการระบุตำแหน่งแหล่งกำเนิดที่แม่นยำที่สุด หัวข้อนี้เชื่อมโยงกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและวิวัฒนาการของดาวฤกษ์มวลมาก ซึ่งเป็นเนื้อหาขั้นสูงที่มักปรากฏในข้อสอบ สอวน. ระดับที่สูงขึ้น
แหล่งอ้างอิง: ScienceDaily: 390 gravitational wave detections, Simons Foundation: Black Hole Discoveries Abound in LIGO-Virgo Catalog
ในปี 2569 กล้อง JWST ยังคงสร้างผลงานค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบที่น่าสนใจต่อเนื่อง หนึ่งในกรณีเด่นคือ WASP-94A b ดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ประเภท “ฮอตจูปิเตอร์” (Hot Jupiter) ที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 700 ปีแสง ในกลุ่มดาวกล้องจุลทรรศน์ นักดาราศาสตร์พบว่าเมฆแร่แมกนีเซียมซิลิเกตบนดาวเคราะห์ดวงนี้ก่อตัวขึ้นทางด้านเช้าแต่หายไปในตอนเย็น โดยมีสมมติฐานว่าลมแรงพัดเมฆลงสู่ชั้นบรรยากาศลึก หรือเมฆระเหยไปเมื่อเจอความร้อนกว่า 1,000 องศาฟาเรนไฮต์ในด้านกลางวัน การที่ JWST แยกแยะบริเวณที่ปลอดเมฆได้ทำให้พบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้มีออกซิเจนและคาร์บอนส่วนเกินน้อยกว่าที่คาดไว้มาก (ประมาณ 5 เท่าของดาวพฤหัสบดี แทนที่จะเป็นหลายร้อยเท่า) ทำให้มีองค์ประกอบใกล้เคียงดาวพฤหัสบดีของเรามากกว่าที่คิด นอกจากนี้ยังมีการค้นพบอื่น ๆ ในปีเดียวกัน เช่น ดาวเคราะห์ที่มีบรรยากาศ “เป็นไปไม่ได้” บนซูเปอร์เอิร์ธโบราณ และดาวเคราะห์ยักษ์ที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงโลกอย่างน่าประหลาดใจ กรณีเหล่านี้เหมาะใช้เป็นโจทย์เรื่องสเปกโทรสโกปีบรรยากาศดาวเคราะห์ (transit spectroscopy) และสภาพอากาศบนดาวเคราะห์ที่ถูกล็อกด้วยแรงไทดัล (tidal locking)
แหล่งอ้างอิง: ScienceDaily: rock clouds vanish every night, ESA/Webb: Press Releases 2026
นอกจากเหตุการณ์ใหญ่ข้างต้น NARIT ยังเผยแพร่ปฏิทินปรากฏการณ์ดาราศาสตร์พื้นฐานที่มักออกข้อสอบเป็นประจำทุกปี ได้แก่ ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี (Jupiter Opposition) วันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ระยะห่างประมาณ 633 ล้านกิโลเมตร ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุด (Super Full Moon) และไกลโลกที่สุด (Micro Full Moon) ดวงจันทร์บังดาวศุกร์ (Lunar Occultation of Venus) วันที่ 14 กันยายน สังเกตได้ทางท้องฟ้าด้านตะวันตกของไทย ดาวศุกร์สว่างที่สุดในรอบปี (Greatest Brilliancy, ค่าความสว่างปรากฏ -4.6) สองช่วงคือ 22 กันยายน และ 27 พฤศจิกายน ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุด (Saturn Opposition) วันที่ 4 ตุลาคม ที่ระยะห่างประมาณ 1,261 ล้านกิโลเมตร และดวงจันทร์บังดาวพฤหัสบดี วันที่ 3 พฤศจิกายน สังเกตได้ชัดจากภาคใต้ของไทยช่วงก่อนรุ่งสาง ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของโจทย์เรื่องตำแหน่งออปโพซิชัน (opposition) คาบซินอดิก (synodic period) และเรขาคณิตการบัง (occultation) ซึ่งออกสอบ สอวน. แทบทุกปี
แหล่งอ้างอิง: NARIT: 10 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2569
เรื่องที่มีโอกาสออกข้อสอบสูงสุด (เพราะเป็นแนวข้อสอบเชิงคำนวณ/หลักการที่ สอวน. ชอบออก): จันทรุปราคา 3 มี.ค. 2569 (เรขาคณิตคราส), สุริยุปราคา 12 ส.ค. 2569 (แนวคราส/การคำนวณเงา), ดาวหาง 3I/ATLAS (กลศาสตร์วงโคจรไฮเพอร์โบลา), และปฏิทินออปโพซิชัน/บังดาว (คาบซินอดิก) เรื่องที่เหมาะเป็นความรู้รอบตัวประกอบเนื้อหา (ไม่น่าออกเป็นโจทย์คำนวณโดยตรง แต่อาจออกเป็นข้อสอบความรู้ทั่วไป): Artemis II, หอสังเกตการณ์ Rubin, คลื่นความโน้มถ่วง GWTC-5, และการค้นพบของ JWST